ประยุกต์ใช้ โพสล่าสุด โพสสำคัญ เครื่องมือ สมาชิก สถิติฟอรั่ม ธนาคาร
หัวข้อ : พาเที่ยวมหาเจดีย์ชเวสิกอง(Shwezigon Paya ) เจดีย์ทองเรืองรอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดีตอนบน
admin ออฟไลน์
UID: No.1
โพส: 622
จิตพิสัย:  0 แต้ม ชำระเงิน
622
575
88
ออนไลน์ล่าสุด: 0 (ช.ม.)
สมัครเมื่อ: 2014-12-07
ใช้งานล่าสุด: 2016-10-25

พาเที่ยวมหาเจดีย์ชเวสิกอง(Shwezigon Paya ) เจดีย์ทองเรืองรอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดีตอนบน


มหาเจดีย์ชเวสิกอง(Shwezigon Paya ) เจดีย์ทองเรืองรอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำอิระวดีตอนบน เขตเมืองพุกาม อาณาจักรแรกที่ชนชาติพม่ายิ่งใหญ่ขึ้นในลุ่มน้ำนี้เมื่อกว่า 900 ปีก่อน 



     ในสมัยพระเจ้าอโนรธามหาราช ทรงได้รับการสถาปนาเป็นปฐมบรมวีรกษัตริย์ของชาวพม่า ภายหลังจากกรีฑาทัพไปตีอาณาจักรมอญที่กรุงสุธรรมวดี (สะเทิม) สำเร็จในพ.ศ.1600 แล้วประกาศรับศาสนาพุทธนิกายเถรวาทจากมอญมาเป็นศาสนาประจำใจชาวพม่ามาตราบจนวันนี้ 

     จุดที่สร้างเจดีย์ เกิดจากช้างเสี่ยงทายของพระเจ้าอโนรธาเดินมาหยุดอยู่ ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำอิระวดี จึงเฉลิมนาม “ชเวสิกอง” หรือในสำเนียงพม่าว่า “ชเวซีโข่ง” แปลตรงตัวว่าเจดีย์ทองบนพื้นทราย

      เจดีย์ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของพม่าที่มีเหนือมอญ และยังเป็นสัญลักษณ์แห่งศรัทธาในศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ที่สำคัญคือเป็นเจดีย์บรรจุพระทันตธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวพม่าจึงนับถือเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดในจิตใจ 

     พุทธลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบมอญ ประดับลายงดงามด้วยเฟื่องอุบะ และแถบคาดรอบองค์ระฆังที่เรียกว่า “รัดอก” แซมลวดลายประดับทั้งขอบล่างและขอบบน องค์เจดีย์หุ้มด้วยแผ่นทอง ตั้งบนฐาน 3 ชั้น รวมความสูงจากฐานถึงยอด 53 เมตร หรือกว่า 170 ฟุต รอบระเบียงมีภาพแผ่นเคลือบปูนปั้นเล่าเรื่องในนิทานชาดกสอนใจคน 




     รอบฐานเจดีย์มีวิหารโถงประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ทิศ ถือเป็นศิลปะพุกามรุ่นแรกที่ได้รับอิทธิพลจากมอญ เจดีย์นี้เริ่มสร้างสมัยพระเจ้าอโนรธามหาราช (พ.ศ.1587 – 1620) มาเสร็จสิ้นสมัยพระเจ้าจันสิตตา (พ.ศ.1627 - 1656) รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์พุกาม 

     ที่น่าสนใจคือบริเวณลานหน้าบันไดทางขึ้นสู่เจดีย์ทิศตะวันออก มีหลุมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลึก 2 นิ้ว ใส่น้ำไว้สำหรับนั่งคุกเข่ามองเงายอดเจดีย์ที่สะท้อนลงผิวน้ำ หลุมนี้ทำขึ้นใหม่เมื่อมีการเทปูนที่ลานรอบองค์เจดีย์ แต่ชาวพม่าเล่าขานว่าตรงจุดนี้เคยมีหลุมมาตั้งแต่สมัยพุกามแล้ว 

     โดยช่างสมัยโบราณใช้ดูสมดุลไม่ให้เจดีย์เอียงขณะก่อสร้าง และบ้างก็ว่าเพราะเจดีย์มีความสูงมาก จึงต้องทำหลุมไว้ให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล ได้ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ได้ชัดเจน อีกทั้งอาการที่ต้องคุกเข่าดู ก็เป็นการแสดงความคารวะพระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ซึ่งวิธีการที่จะเห็นเงายอดเจดีย์ได้ชัด คือคุกเข่าห่างจากหลุมประมาณ 1 ฟุต ยืดตัวตรงแล้วเหลือบตาลงดูที่หลุมโดยไม่ต้องก้มหน้าลง 

     ใกล้กับหลุมสมดุลเจดีย์ ตรงเชิงบันไดทางขึ้นเจดีย์ด้านขวามือ มีปูนปั้นรูปนัตตนหนึ่งสูงประมาณ 1 เมตร สันนิษฐานว่าพระเจ้าอโนรธาหรือพระเจ้าจันสิตตา โปรดให้ทำไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า “นัต” คือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองเจดีย์และพุทธศาสนา 

     แต่ชาวพม่าเชื่อว่าเป็น “นัตพ่อหมอ” หรือนัตที่รักษาโรคภัยไข้เจ็บ จึงนิยมมาปิดทองและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ไม่พานพบโรคภัยใด อันเป็นภาพสะท้อนว่า แม้พระเจ้าอโนรธาจะทรงลดฐานะของนัตให้ต่ำกว่าพระพุทธเจ้า แต่นัตก็ยังผูกพันอยู่ในวิถีชีวิตของชาวพม่าอย่างแนบแน่น 

     บริเวณด้านหลังอาคารที่ทำการของผู้ดูแลเจดีย์ มีเรือนไม้หลังหนึ่งตั้งอยู่ ภายในเป็น “หอนัต” หรือที่ประดิษฐานรูปปั้น “นัต” หรือวิญญาณศักดิ์ของผู้ตายร้ายทั้ง 36 ตนตามความเชื่อของชาวพม่า โดยมี “ตะจังมีง” หรือท้าวสักกะ หรือพระอินทร์เป็นหัวหน้านัต รวมเป็น 37 ตน ไม่ไกลกันยังมี “ระฆังบุเรงนอง” สร้างขึ้นในวาระที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เสด็จฯมากราบมหาเจดีย์ชเวสิกอง แล้วทรงปฏิสังขรณ์เจดีย์นี้ใน พ.ศ.2100 

      พระธาตุ หรือพระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์บนก้อนหินสีทองขนาดใหญ่ มีความสูง 18 ฟุต หรือราว 5.5 เมตร เส้นรอบวง 50 ฟุต ตั้งอยู่อย่างหมิ่นเหม่บนหน้าผาสูงชันกว่า 3,000 ฟุต เขตเมืองไจก์โถ่ ในรัฐมอญของพม่า มองด้วยสายตาแล้วก้อนหินน่าจะหล่นลงมา แต่ไม่หล่น ชาวมอญและพม่าแต่โบราณจึงเชื่อว่าพระอินทร์ทรงจับหรือแขวนก้อนหินนี้ไว้ เพื่อให้ใช้เป็นที่สร้างเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์ไว้สักการบูชาแทน “พระเกศแก้วจุฬามณี” บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมนุษย์ขึ้นไปกราบไหว้ไม่ได้ 


     ด้วยเหตุนี้ จึงมีความเชื่ออีกว่าคนมีบุญสามารถนำไก่มาลอดใต้ก้อนหินนี้ได้ และถือเป็นมหาบูชาสถานศักดิ์สิทธิ์ 1 ใน 3 เทียบเท่ามหาเจดีย์ชเวดากอง กรุงย่างกุ้ง และพระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์ 

     อีกทั้งชาวล้านนามีคติว่าพระเกศแก้วจุฬามณีเป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีจอ เมื่อไม่สามารถขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ให้มากราบไหว้พระธาตุอินทร์แขวนแทน 

     ตำนานของชาวมอญและพม่า เล่าว่าเมื่อราว 2,000 ปีมาแล้ว มี “พิทยาธร” หรือผู้มีวิชากายสิทธิ์คนหนึ่ง เป็นลูกศิษย์ของพระฤาษีผู้มีอาคมแก่กล้าอยู่ในป่าลึก ต่อมาพิทยาธรได้พบรักกับนาคีผู้มีฤทธิ์แปลงตนเป็นหญิงสาว จนมีลูกด้วยกันคนหนึ่ง ให้ฤาษีช่วยเลี้ยงดูกระทั่งเติบใหญ่ได้เป็นเจ้าผู้ครองเมือง นามว่า “พระเจ้าติสสะ” 

      วันหนึ่งพระฤาษีรู้ตนว่าจะต้องละสังขารคืนสู่ธรรมชาติ จึงตัดสินใจถวายพระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแด่พระเจ้าติสสะ พระเกศานี้ได้รับมาแต่ครั้งที่พระพุทธองค์เสด็จโปรดสัตว์ถึงในถ้ำพระฤาษี โดยเอาพระเกศานั้นเก็บซ่อนไว้ในมวยผมของตนเป็นเวลานาน 

     ครั้นเมื่อจะถวายให้ก็มีข้อแม้ว่า พระเจ้าติสสะจักต้องหาก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายศีรษะพระฤาษี และสร้างเจดีย์ไว้บนก้อนหินเพื่อเก็บพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า บางตำนานว่าพระอินทร์มาช่วยพระเจ้าติสสะค้นหาตามพื้นมหาสมุทร จนได้ก้อนหินที่มีรูปร่างตามเงื่อนไข แล้วนำมาวางหรือแขวนไว้บนหน้าผา เมื่อมีการสร้างเจดีย์หรือพระธาตไว้กราบไหว้ จึงเรียกกันในภาษามอญว่า “ไจก์ทิโย” แปลว่า เจดีย์บนก้อนหินรูปศีรษะฤาษี 

     ในตำนานยังเล่าอีกว่า ขณะที่กำลังสร้างพระเจดีย์ พระเจ้าติสสะทรงพบรักและอภิเสกสมรสกับ“ชเวนันจิน” ธิดาสาวของหัวหน้าชาวกะเหรี่ยง จนกระทั่งนางตั้งครรภ์แล้วป่วยกระเสาะกระแสะ ซึ่งเชื่อกันว่านางป่วยเพราะไม่ได้ไหว้ผีบรรพบุรุษก่อนแต่งงาน พระเจ้าติสสะจึงทรงอนุญาตให้นางกลับไปไหว้บรรพบุรุษ 

     แต่ขณะเดินทางผ่านป่าเขา มี “นัต” ตนหนึ่งแปลงเป็นเสือกระโจนมาขวางทางไว้ จนพ่อและพี่ชายชเวนันจินวิ่งหนีไป ชเวนันจินตกใจกลัวมากแต่พระครรภ์แก่จนวิ่งหนีไม่ไหว ได้แต่นั่งทำสมาธิสวดมนต์ภาวนา ตาจ้องมองไปยังพระเจดีย์ที่สวามีทรงสร้างด้วยศรัทธาในคำสอนของพระพุทธเจ้า จนในที่สุดเสือตัวนั้นก็วิ่งหนีไปโดยไม่ทำอันตรายนางเลย 

     ชเวนันจินกระเสือกกระสนปีนขึ้นไปจนถึงฐาน “ไจก์ทิโย” ตั้งจิตอธิษฐานขอให้ได้อยู่ใกล้พระธาตุอินทร์แขวนตลอดไป จากนั้นก็ทอดกายลงสิ้นลมอย่างสงบ ครั้นเมื่อพระเจ้าติสสะเสด็จมาถึง ศพของนางก็กลายเป็นหินไปเสียแล้ว นางได้กลายเป็นตำนานแห่งเทพธิดาผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและความดีงาม 

      ผู้คอยพิทักษ์รักษาพระธาตุอินทร์แขวนสมคำอธิษฐาน จึงมีความเชื่อว่าการได้เดินปีนเขาราว 15 กิโลเมตร ใช้เวลา 5-6 ชั่วโมง ขึ้นไปกราบพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ นอกจากเป็นการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์และมั่นคงในแรงศรัทธาแล้ว ยังเป็นเสมือนการก้าวตามรอยบุญแห่งพระนางชเวนันจินอีกด้วย 

     จึงปรากฏว่า แม้วันนี้จะมีรถให้นั่งสะดวกสบาย ก็ยังมีผู้แสวงบุญจำนวนไม่น้อยที่ยังคงเดินเท้าขึ้นไปอย่างมานะอดทน และอย่างเต็มใจในอานิสงส์ผลบุญที่จะบังเกิดขึ้นกับใจตน 
ข้อมูล http://www.flythaitodreamdestination.com/

รายละเอียดไฟล์แนบ
กล่องตอบกลับด่วน

สามารถอัพโหลดไฟล์แนบ สำหรับโพสได้
ถาม/ตอบ
๑ + ๕ เท่ากับ [ตอบเป็นภาษาไทย] คำตอบคือ:หก
กด "Ctrl+Enter" เพื่อตั้งกระทู้ได้